การรับประทานถั่งเช่า ให้เกิดประโยชน์ ต่อร่างกายมากที่สุด

การรับประทานถั่งเช่า ให้เกิดประโยชน์ ต่อร่างกายมากที่สุด

1. การไม่ทานตอนที่ท้องไม่ว่าง เพราะจะทำให้การดูดซึมสารอาหารเกิดขึ้นไม่เต็ม 100 %
2. การไม่ทานร่วมกับชาจีน โสม หรือกาแฟสด เพราะมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณ ที่ตรงกันข้ามที่หักล้าง และขัดแย้งกัน
3. ไม่ทาน ใกล้เวลา (ก่อน-หลัง) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อาจจะเสริมการดูดซึมสู่กระแสเลือด หัวใจ มีการสูบฉีดแรงกว่าปกติ ทำให้เกิดการร้อนหน้าตา ผิวกาย จนรู้สึกไม่สบายตัว มึนหัวตึบๆ หรืออาจจะทำให้สารทางยาบางตัว มีการเสื่อมสภาพ มีประสิทธิภาพที่ลดลง
4. ไม่ชงดื่มกับน้ำที่ร้อนเกิน 85° เพราะจะทำให้ สาร SOD , Polysacharide , Ergosterole หรือ แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์บางตัว เกิดการสลายตัว เสื่อมสภาพ ทำให้คุณประโยชน์ของยาลดลง
5. ไม่ควรทานร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาระงับประสาท ยาโด้ป หรือกลุ่มยากระตุ้น จำพวกซีเดลนาฟีน และ ยาเสพติดทุกชนิด กัญชา มอร์ฟีน กระท่อม แอมเฟตามิน

หากเราเลือกที่จะ เติมถั่งเช่าให้แก่ร่างกาย เราควรมีวิธีการที่ถูกต้องด้วย ดังนี้

วิธีที่ 1
เพื่อการบำรุงสุขภาพทั่วไป (แบบประหยัด) ใช้กับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว อายุยังไม่มาก คือประมาณ 30 อัพ ให้ทานวันละ 1 แคปซูล ในช่วงเวลาที่ท้องว่าง กับน้ำอุ่นๆ เต็มแก้ว 1 แก้ว สมควรทานในช่วงเวลาเช้า เพื่อให้ ภาระกิจของเรา ราบรื่น สดชื่น ตลอดวัน สุขสบาย ห่างไกล หวัด เลือดสะอาด ความดันปกติ ลดภูมิแพ้ แก้โรคไต (หรือรับประทานก่อนนอน เพื่อการหลับลึก หลับสบาย หลับสนิท และตื่นมาด้วยอาการที่ สดชื่น)

วิธีที่ 2
เพื่อบำรุงสุขภาพทั่วไป สำหรับผู้สูงอายุ คือประมาณ 50 อัพ ควรทานวันละ 2 แคปซูล เช้า-เย็น ในช่วงเวลาที่ท้องว่างเช่นกัน ผู้สูงอายุ คือผู้ที่มีวัยอยู่ในช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอลง จากการใช้งานมานาน ประกอบกับอวัยวะภายใน ที่เริ่มทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา จึงต้องให้ความใส่ใจมากขึ้น และโดยส่วนใหญ่ ผู้สูงอายุก็มักจะมีงบประมาณที่จะจัดสรรไว้บำรุง ดูแลสุขภาพกันอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไม่ลำบาก เกินความสามารถที่จะพอทำได้ บอกตัวเองไว้เสมอๆ ว่าร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทาน คือเกราะป้องกัน โรคภัยต่างๆ ที่ดี (เป็นแล้วแก้ไขยาก บางครั้งก็อาจแก้ไขไม่ได้ และการรักษานอกจากต้องใช้งบสูงแล้ว ยังอาจมี % การหาย และไม่หายเกือบเท่าๆ กัน)

วิธีที่ 3
การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษา วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ยาในปริมาณที่มาก เหตุเพราะสมุนไพรไม่ใช่ ยาสังเคราะห์เคมี การให้ผลการรักษาที่ได้ผลจึงต้องการในด้านปริมาณที่มากถึงระดับของการฆ่าเชื้อได้ เช่น ต้องทาน วันละ 8-10 กรัม (วันละ 4 เวลา มื้อละ 2-4 แคปซูล คือ 9 โมงเช้า /บ่าย 3 / 3 ทุ่ม /ตี 3 เพื่อคุมให้ยาออกฤทธิ์ เต็ม 24 ชั่วโมง ทานต่อเนื่องจนอาการดีขึ้นจึงค่อยลดปริมาณยาลง) ซึ่งต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์แผนไทย เภสัชกรแผนไทย หรือ ผู้เชี่ยวชาญ การใช้สมุนไพร ที่มีประสบการณ์ด้านการรักษา มีเคสตัวอย่างที่เคยทำการรักษา ที่ได้ผลในรูปแบบของงานวิจัย ดังนั้น การรักษาอาจไม่ใช่เรื่องง่าย อาจหาย และไม่หายเท่าๆ กัน เมื่อเป็นดังนี้เราจึงสมควรใช้วิธีการป้องกันมากกว่าการปล่อยให้เป็นไปก่อนแล้วค่อยมารักษา

Cr. วรวิทย์ โรจนวิภาต