ถั่งเช่า สมุนไพรจีนชั้นเลิศกับการดูแลผู้ป่วยโรคไต

“ถั่งเช่า” สมุนไพรจีนชั้นเลิศกับการดูแลผู้ป่วยโรคไต

โรคไตเป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความร้ายแรงพอสมควร ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีโภชนาการแตกต่างไปจากสมัยก่อนมาก จึงเป็นสาเหตุให้คนในปัจจุบันมีการบริโภคสารที่มีชื่อว่า “โซเดียม” หรือเกลือ และอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินความจำเป็น รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ชอบอั้นปัสสาวะกันเป็นประจำ ทำให้ไตต้องทำงานหนักเป็นสาเหตุให้คนในปัจจุบันป่วยเป็นโรคไตกันมากขึ้น ก่อนอื่นเรามารู้จักหน้าที่ของไตกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าไตที่มีอยู่ในร่างกายของเรานั้นมีหน้าที่อะไร

ไตมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ

  1. ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่เกิดมาจากการเผาผลาญอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ประเภทโปรตีน (ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ และอาหารจำพวกถั่ว) ซึ่งของเสียประเภทนี้ก็คือ ยูเรีย ครีเอตินีน กรดยูริค และสารประกอบไนโตรเจนอื่น ๆ ถ้าหากว่าของเสียประเภทนี้คั่งค้างอยู่ในร่างกายมาก ๆ จะเกิดอาการต่างๆ ซึ่งทางการแพทย์ เรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า ยูรีเมีย
  2. ไตทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย น้ำและแร่ส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการหรือเกินจำเป็น จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เกลือแร่ดังกล่าว ได้แก่ โซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส เป็นต้น
  3. ไตทำหน้าที่ผลิตและควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนที่ควบคุมปริมาณแคลเซียม / ฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น หากไตมีความบกพร่องมากๆ ผู้ป่วยอาจมีโรคโลหิตจาง หรือกระดูกผุ กระดูกพรุนร่วมอยู่ด้วย

 

ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต

พบมากในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พบว่าไตจะมีขนาดเล็กลง 1 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ อาการนี้เรียกว่าไตฝ่อหรือไตเสื่อมนั้นเอง และอาการนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีภาวะปัจจัยเสี่ยงเข้ามา เช่น การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด การทำงานหนัก การสูบบุหรี่ และในภาวะคนที่มีความดันสูง

 

ข้อควรปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคไต

เนื่องจากโรคไตเป็นโรคที่เกิดจากระบบกำจัดของเสียออกจากกร่างกายเกิดความผิดปกติ ซึ่งของเสียในร่างกายของเรานั้นเกิดจากการกิน ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันค่ะว่าเราควรที่จะงด หรือดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินของเราได้อย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้ไตต้องทำงานหนัก

  1. ยาและสมุนไพรที่ควรระวังในผู้ป่วยโรคไต
  • ยาในกลุ่ม OTC (Over-the-Counter Drugs) หรือยาที่หาซื้อได้ตามร้านยาทั่วไป เพื่อบรรเทาอาการป่วยเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์ เช่น ยาแก้ไอ ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวด ยาระบาย ยาแก้ท้องเสีย วิตามิน อาหารเสริม รวมไปถึงยาจีน หรือสมุนไพรต่างๆ เป็นยาที่ปลอดภัย เพราะเนื่องจากสามารถหาซื้อได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ในความจริงแล้วยาเหล่านี้อาจจะไปสะสมในร่างกาย หรือทำให้เกิดอันตรายต่อไตในผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตได้
  • ยาแก้ปวดลดการอักเสบ โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกกันว่า NSAIDs เช่น ibuprofen, mefenamic acid, naproxen, piroxicam, meloxicam, diclofenac, celecoxib, etoricoxib เป็นต้น ยามีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้
  • ยาที่มีส่วนประกอบของโซเดียม ยาที่ต้องละลายน้ำ หรือวิตามินอื่นๆ เช่น ยาแอสไพรินชนิดเม็ดฟู่ วิตามินที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้รับประทาน อาจทำให้ร่างกายมีภาวะโซเดียม น้ำ และเกลือแร่เกินในร่างกาย
  • ยาน้ำแก้ไอ ยาน้ำแก้ปวดท้อง ซึ่งส่วนใหญ่มักจจะมีส่วนผสมของสมุนไพร หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมของโพแทสเซียม
  • ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม อาจทำให้เกิดการสะสมของเกลือแร่ในร่างกาย เนื่องจากไตไม่สามารถนำเอาเกลือแร่เหล่านี้ออกจากร่างกายได้ตามปกติ
  • ยาระบายหรือยาสวนทวาร ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกิดการสะสมของฟอสเฟต
  • อาหารเสริมต่างๆ มักมีส่วนประกอบของโพแทสเซียมและแมกนีเซียมซึ่งทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้
  1. สารอาหารที่ส่งผลต่อการเกิดไต

ผู้ป่วยโรคไตควรที่จะจำกัดและหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เนื่องจากหากไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ การที่ร่างกายได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพกับไตได้ เนื่องร่างกายจะมีการสะสมของเสียที่มากเกินไป ดังนั้น สารอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่

  1. โซเดียม ร่างกายของเราต้องการโซเดียมในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อควบคุมความดันโลหิต เมื่อเป็นโรคไตร่างกายจะไม่สามารถกำจัดโซเดียมส่วนที่เกินความต้องการออกไปได้ ทำให้เกิดมีน้ำคั่งค้างและเกิดอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง มีน้ำท่วมปอด และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารจำพวกที่มีโซเดียมสูง (เช่น ปลาเค็ม แฮม เบคอน ไส้กรอก อาหารดอง ขนมขบเคี้ยว เนยแข็ง) อาหารรสจืดแต่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (เช่น ขนมปังเนื่องจากมีการใช้ผงฟู)
  2. โพแทสเซียม เป็นเกลือแร่ที่ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทเป็นไปตามปกติ เมื่อเป็นโรคไต ไตทำงานได้ลดลง ก็จะลดการขับโพแทสเซียมออกมาทางปัสสาวะ ทำให้เกิดการสะสมของโพแทสเซียม ถ้ามีโพแทสเซียมสูงจะเริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว หรือทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยโรคไตระยะเริ่มต้นและปานกลาง ไตจะยังพอขับถ่ายของเสียได้ดีอยู่ จะมีปัสสาวะจำนวนมากและระดับของโพแทสเซียมในเลือดก็จะไม่สูงมาก สามารถรับประทานผักและผลไม้ได้โดยไม่ต้องจำกัด แต่สำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่พบระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.0 มก./ดล. ควรควบคุมปริมาณการกินผักและผลไม้ โดยเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำได้วันละ 1-2 ครั้ง เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ แตงกวา ผักกาดหอม ถั่วงอก องุ่น สับปะรด เป็นต้น อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้แห้งทุกชนิด ทุเรียน มะขาม แคนตาลูป น้ำลูกยอ มะเขือเทศ ผักใบเขียว หัวผักกาด กล้วย ส้ม มะละกอ ขนุน เป็นต้น
  3. ฟอสฟอรัส เมื่อเป็นโรคไตระยะสุดท้าย หรือไตวาย ร่างกายจะมีปัญหาในการดูดซึมแคลเซียม และการกำจัดฟอสฟอรัส จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมน้อยและมีจำนวนฟอสฟอรัสในเลือดมากเกินไปอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ รำข้าว เนยแข็ง นมและผลิตภัณฑ์จากนม นมข้นหวาน ไข่ปลา ไข่แดง กุ้ง ปู ผลิตภัณฑ์ที่ใส่ผงฟู ถั่วเมล็ดแห้ง น้ำอัดลมสีดำ เป็นต้น
  4. โปรตีน เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตก็ยังต้องรับประทานอาหารที่ให้โปรตีน แต่ก็ควรจำกัดปริมาณอาหารที่มีโปรตีนสูง ทั้งจากพืชและเนื้อสัตว์ ไม่ให้รับประทานมากเกินไป เพื่อเป็นการลดการทำงานของไต อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลมาก (เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ หนังหมู หนังเป็ดและไก่ เนื้อหมูและเนื้อวัวติดมัน ซี่โครงหมูที่ติดมันมาก หมูหัน เป็ดปักกิ่ง หมูสามชั้น หมูกรอบ เป็ดย่าง ห่านพะโล้ ไข่ปลา ไข่กุ้ง) เนื้อสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ ซึ่งจะทำให้ไตทำงานขับถ่ายของเสียหนักขึ้น (เช่น เอ็นหมู เอ็นวัว เอ็นไก่ หูฉลาม ตีนเป็ด ตีนไก่ หนังสัตว์ กระดูกอ่อน รวมทั้งถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และขนม อาหารที่มีไส้ถั่ว)
  5. สมุนไพร เช่น สารสกัดใบแปะก๊วย (Ginko biloba) โสม (ginseng) กระเทียม (garlic) จะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เกิดเลือดออกบริเวณเส้นเลือดที่ต่อกับเครื่องฟอกเลือดได้ง่าย ยาระบายที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ispaghula husk อาจทำให้มีการสะสมของโพแทสเซียมได้

 

ถั่งเช่าช่วยดูแลไตของคุณอย่างไร

ถั่งเช่ามีสารสำคัญที่สามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของไตได้ และช่วยลดระดับของเสียที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายผู้ป่วยไตได้ ทำให้อาการบางอย่างของโรคไต เช่น การอักเสบในไต อันมีผลมาจากการนอนดึก นั่งนาน ทำงานหนัก สูบบุหรี่ ได้รับสารพิษมาก รับประทานอาหารที่เค็มจัด มีโซเดียมสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โดยร่างกายจะมี อาการข้างเคียง เช่นผมหงอก ผมหลุดร่วงง่าย สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ผิวพรรณหมองคล้ำ ใต้ตาเป็นถุงน้ำ ผิวเหี่ยวย่น แก่ชราเร็ว กระดูกพรุน คลื่นไส้ มีแผลในปาก และเมื่อสารพิษถูกสะสมในร่างกายมากขึ้นเนื่องจาก ไตไม่สามารถขับสารพิษออกได้ ซึ่งสุดท้ายคือ อาการไตวาย โดยถั่งเช่านี้ได้รับการวิจัยจากแพทย์และนักวิชาการเกี่ยวกับถั่งเช่าที่มีต่อโรคไต

โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แผนจีนจากมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนจากนครเซี่ยงไฮ้ นายแพทย์บุญเกียรติ เบญจเลิศ กล่าวว่ามีตำราเกี่ยวกับยาจีนไม่น้อยกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถั่งเช่าว่า “ถั่งเช่า” มีสรรพคุณช่วยบำรุงและรักษาโรคปอดกับไต ช่วยรักษาอาการไอเรื้อรัง หยุดอาการเลือดออกทางเสมหะ และบำรุงสตรีให้เลือดลมไหลเวียนดีมีบุตรง่าย นอกจากนี้แล้วยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่ได้กล่าวถึงถั่งเช่าว่าสามารถช่วยบำรุงรักษาโรคปอดกับโรคไตได้

 

ถั่งเช่ากับโรคไต

ศาสตร์ทางการแพทย์ของจีนจะใช้ถั่งเช่า ในปริมาณ 3-5 กรัม ต่อวัน ในการให้การดูแลในผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายจากอาการของโรคไตได้ในช่วงเวลา 60-90 วัน แล้วแต่การตอบรับของร่างกายผู้ป่วยเอง

  • สำหรับผู้ป่วยฟอกไต สามารถรับประทานถั่งเช่าได้
  • สำหรับผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อย ในตอนกลางคืน สามารถใช้ถั่งเช่าช่วยดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดี
  • ถั่งเช่าให้ประโยชน์สูงสุด สำหรับผู้ป่วยที่เปลี่ยนไตแล้ว
  • ถั่งเช่า มักถูกนำมาใช้แทนยาแผนปัจจุบันบางชนิด
  • ถั่งเช่าเป็นสมุนไพรทางเลือก ในผู้ป่วยที่แพ้ยาแผนปัจจุบัน

 

Cr. วรวิทย์ โรจนวิภาต