ทำอย่างไรไตไม่วาย

ร่างกายของคนเราสามารถทำงานได้อย่างปกติเป็นเพราะการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมของอวัยวะต่างๆ ในเบื้องต้นเราสามารถประเมินความผิดปกติของไตด้วยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ เช่น ปริมาณปัสสาวะที่ลดลง หรือบ่อยขึ้นกว่าเดิม การมีปัสสาวะแดง หรือสีน้ำปลา มีฟองเพิ่มขึ้น ปัสสาวะแสบขัดร่วมกับอาการบวมตามร่างกาย หรืออาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดบั้นเอว ปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูงอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน

อย่างไรก็ตามโรคไตจากบางสาเหตุนั้นก็อาจไม่พบความผิดปกติใดๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นในระยะเริ่มแรกของโรคเลยก็ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคไตจึงมีความซับซ้อนและจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมต่างๆโดยการพิจารณาของแพทย์ในผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ซึ่งมีความแตกต่างกันได้ตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

ดังนั้นเนื้อหาในบทความนี้และในบทถัดๆ ไปจะกล่าวถึงการทำงานของไต สาเหตุ อาการของโรคไตในผู้ใหญ่และเด็ก เพื่อให้ท่านได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการสังเกตความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับไต เพื่อทำให้ท่านสามารถพิจารณาไปพบแพทย์เมื่อเกิดอาการเหล่านั้นได้ ตลอดจนแนะนำแนวทางของการดูแลตนเองในเบื้องต้น ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันภาวะไตวายและโรคไตเรื้อรังในคนทั่วไป

ไต คืออะไร ?

ไต เป็นอวัยวะภายในที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้อง ขนาบกับกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ไตของผู้ใหญ่มีขนาดประมาณ 11-13 เซนติเมตร มีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 115-170 กรัม ผู้ชายมักมีขนาดไตใหญ่กว่าผู้หญิง สำหรับเด็ก ไตมีขนาดเล็กกว่าผู้ใหญ่ตามสัดส่วนขนาดร่างกายที่เล็กกว่า โดยไตของเด็กมีขนาดแตกต่างกันตามช่วงอายุและขนาดร่างกายที่เพิ่มขึ้นตามวัย

ไตทำหน้าที่อะไร ?

1. ช่วยกรองของเสียในเลือดเพื่อขับทิ้งทางปัสสาวะ เช่น ยูเรีย (Urea) ครีอะตินิน (Creatinine) กรดยูริก (Uric acid) ยา และสารพิษต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นเมื่อไตทำงานลดลงจะส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียในร่างกายทำให้มีอาการผิดปกติต่างๆ ตามมา เช่น ซึมลง เบื่ออาหารคลื่นไส้อาเจียน นำไปสู่ความบกพร่องของการเจริญเติบโตในเด็ก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยา และสารพิษต่างๆ ได้มากขึ้น

2. ควบคุมสารน้ำและรักษาสมดุลเกลือแร่ เช่น สมดุลของโซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ซึ่งในภาวะปกติไตจะขับกรดทิ้ง และเก็บไบคาร์บอเนต (สารด่าง) กลับคืนสู่ร่างกาย ความผิดปกติของสารน้ำและเกลือแร่อาจนำไปสู่อันตรายที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

3. เป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนบางชนิด ได้แก่
3.1 อีริโทรพอยอิติน (Erythropoietin) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก ดังนั้น เมื่อขาดฮอร์โมนชนิดนี้จึงเกิดภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
3.2 เรนิน (Renin) เป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ตอบสนองต่อระดับความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้คงที่ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรังจะมีการสร้างเรนินที่สูงขึ้นกว่าปกติ นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด หรือภาวะเลือดออกในสมองได้
3.3 แคลซิไทรออล (Calcitriol) เป็นอนุพันธ์ของวิตามินดีมีผลต่อการควบคุมสมดุลของแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ไตและทางเดินอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของกระดูกเมื่อขาดฮอร์โมนนี้ จึงมีผลให้เกิดความบกพร่องในการเพิ่มของส่วนสูงในผู้ป่วยเด็กและภาวะมวลกระดูกน้อยกว่าปกติ

ภาวะไตวาย และโรคไตเรื้อรัง คือ อะไร ?

ในสภาวะปกติอวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะเกิดการเสื่อมสภาพตามอายุของเราที่เพิ่มขึ้น ไตก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ได้ การทำงานของไต (อัตราการกรองของเสีย) ที่ลดลงมักเกิดขึ้นหลังอายุ 30 ปีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี อย่างไรก็ตามในคนทั่วไปก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เพราะการทำงานที่ลดลงตามธรรมชาตินั้นเป็นไปอย่างช้าๆ จนไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายโดยรวมแต่เมื่อมี “โรคไต” เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ทำให้การทำงานของไตลดลงด้วยอัตราที่ “มากกว่า” การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติในคนปกติโดยภาวะที่ไตลดการทำงานลงอย่างรวดเร็วนั้นเรียกว่า “ภาวะไตวายเฉียบพลัน” ซึ่งอาจกลับมาเป็นปกติได้ถ้าได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีแต่ถ้าความผิดปกติที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางโครงสร้าง หรือการทำงาน (อัตราการกรองของเสีย) ที่ลดลงและความผิดปกติเหล่านั้นคงอยู่อย่างต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน เรียกว่า “โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease)” และเมื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีการทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง คือ น้อยกว่าร้อยละ 15 ของค่าปกติเรียกว่าเข้าสู่ “ภาวะไตวายระยะสุดท้าย(End stage kidney disease)” ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการจากการสะสมของเสียในเลือดความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่และสารน้ำทำให้มีโอกาสต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตสูง ระยะเวลาในการดำเนินของโรคไตจนเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายนั้นมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน โดยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น สาเหตุของโรค และช่วงวัยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไต โดยพบว่าเมื่อโรคไตนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เช่น ความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างรุนแรงของไตและระบบทางเดินปัสสาวะทำให้ผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตในช่วงระยะเวลาอันสั้น

โรคไตเรื้อรังมีสาเหตุจากอะไร ?

โรคไตเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. ความผิดปกติแต่กำเนิดของไต และทางเดินปัสสาวะ เช่น มีไตเพียงข้างเดียว ไตเล็กการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ ภาวะปัสสาวะไหลย้อน เป็นต้น
2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่รุนแรง หรือการติดเชื้อซ้ำๆ หลายครั้ง ซึ่งในเด็กมักพบร่วมกับความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ
3. โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ นิ่วในไต อ้วนอย่างรุนแรง โรคเอสแอลอี (SLE) และไตอักเสบ เป็นต้น
4. โรคเนื้องอกของไต
5. โรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มโรคถุงน้ำของไตไตอักเสบบางโรค เป็นต้น
6. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด และลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งเรียกว่า “เอ็นเสด (NSAID)” ยาต้านจุลชีพบางชนิด ยาลดความอ้วน สารพิษ ยาสมุนไพรบางชนิด เช่น ไคร้เครือ เป็นต้น

เราจะแบ่งระยะตามความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังอย่างไร ?

เมื่อมีการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังแล้ว แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของโรค เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมตามระยะความรุนแรงของโรคไตต่อไป โดยโรคไตเรื้อรังถูกแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังตารางแสดง

ระยะของโรคระดับการทำ งาน (อัตราการกรองของเสีย) ที่ลดลงของไตนิยาม
1ไตทำงานปกติแต่ตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีเม็ดเลือดในปัสสาวะความผิดปกติทางโครงสร้างของไตเริ่มตรวจพบความผิดปกติที่เป็นโรคไตเรื้อรัง
2การทำงานของไตลดลงเหลือร้อยละ 60 – 90 ของค่าปกติโรคไตเรื้อรังระดับต้น
3การทำงานของไตลดลงเหลือร้อยละ 30-59 ของค่าปกติแบ่งเป็น 3a การทำงานของไต ร้อยละ 45 – 59 3b การทำงานของไตร้อยละ 30 – 44โรคไตเรื้อรังระดับปานกลาง
4การทำงานของไตลดลงเหลือร้อยละ 15 – 29 ของค่าปกติโรคไตเรื้อรังที่เป็นมาก
5การทำงานของไตลดลงน้อยกว่าร้อยละ 15 ของค่าปกติไตวายระยะสุดท้าย